Tuesday, March 2, 2010

Up in the Air-หนุ่มโสดหัวใจโดดเดี่ยว

ไรอัน มีความสุขกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่มีพันธะที่ต้องเดินทางไปๆ มาๆ อยู่ในอเมริกาตลอดเวลา ทำให้เขาต้องวนเวียนอยู่ในสนามบิน โรงแรม และขับรถเช่า เขาแบกทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ใส่กระเป๋าที่มีล้อเลื่อน เขาเป็นสมาชิกระดับหัวกะทิของทุกโครงการที่เกี่ยวกับการเดินทาง และเขากำลังเข้าใกล้เป้าหมายในชีวิตด้วยการสะสมไมล์ให้ถึง 10 ล้าน แต่...ไรอันไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวจิตใจเลย

เมื่อเขาเกิดตกหลุมรักเพื่อนนักเดินทางสาวที่มีเสน่ห์น่าคบหา (วีร่า ฟาร์เมก้า) เจ้านายของไรอัน (เจสัน เบ็ทแมน) ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากผู้เชี่ยวชาญสาวรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง (แอนนา เคนดริค) ขู่จะเลิกส่งตัวเขาเดินทางไปทำงานแบบเดิมเป็นการถาวร เมื่อต้องเผชิญกับอนาคตที่อาจต้องปักหลักทำงานอยู่บนพื้นดินเหมือนชาวบ้าน ไรอัน เริ่มพิจารณาถึงความหมายที่แท้จริงของการมี ''บ้าน''

ในหนัง 2 เรื่องแรกของเขา ผู้กำกับฯ เจสัน ไรต์แมน ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในเรื่องความสามารถในการนำเสนอตัวละครฮีโร่ ที่ไม่ใช่วีรบุรุษ อย่างเช่น นักล็อบบี้ในหนังเรื่อง Thank You for Smoking และวัยรุ่นที่ตั้งท้องในหนังออสการ์ Juno และบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่ทั้งตลกและน่าสนใจ ใน Up in the Air ก็เช่นกัน

แรงบันดาลใจของไรต์แมน ให้เกิดเป็น Up in the Air เริ่มต้นด้วยนิยายของ วอลเตอร์ เคิร์น โดยผู้กำกับฯหนุ่มเผยว่า ''หนังสือเล่มนี้พูดกับผมในหลายระดับด้วยกัน ผมชอบภาษาของวอลเตอร์ ซึ่งผมใช้บ่อยๆ แต่ขณะที่ผมกำลังเขียนบท ชีวิตผมเองก็เปลี่ยนแปลงไป ผมได้เจอภรรยาของผม มีความรัก และมีลูก และในระหว่างนั้น ไรอัน บิงแฮม ก็เริ่มเติบใหญ่ และมองหาสิ่งอื่นมากขึ้นในชีวิต บทหนังเรื่องนี้เติบโตจนกลายเป็นเรื่องที่บอกว่าความผูกพันมีความสำคัญแค่ ไหนในชีวิตประจำวันของเรา''

เคิร์น เล่าว่าเนื้อหาเรื่องราวในนิยายของเขาเกิดมาจากการเผชิญหน้าโดยบังเอิญ เขากำลังบินไปลอสแอนเจลีส เมื่อตอนที่เขาถามผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาว่าเขาผู้นั้นมาจากไหน เขาตอบว่า ''อ๋อ...ผมมาจากตรงนี้ อันที่จริงก็จากที่นั่งนี่แหละ'' เมื่อผมถามเขาว่าเขาหมายความว่ายังไง เขาบอกผมว่าเขาเคยมีอะพาร์ตเมนต์ แต่เพราะเขาต้องออกเดินทางปีละ 300 วันในหนึ่งปี เขาจึงแลกมันกับล็อกเกอร์เก็บของ และเรียกโรงแรมว่าบ้าน เมื่อผมย้ำถามเขาอีก เขาตอบว่า ''รู้ไหม รอบๆ นี่มีผมอยู่เยอะมาก'' ผมรู้สึกเมื่อผมคุยกับเขาว่าเขาปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ของโลกที่ประกอบไป ด้วยสนามบิน โรงแรม ร้านอาหาร กิฟต์ช็อป และร้านขายหนังสือแม็กกาซีน แต่ผมก็ยังรู้สึกด้วยว่าเขาต้องรู้สึกโดดเดี่ยวแค่ไหน

เช่นเดียวกับในหนัง 2 เรื่องก่อนของเขา เจสัน ไรต์แมน รู้ดีว่าแก่นกลางของ Up in the Air ขึ้นอยู่กับตัวละครหลักที่มีสีสันของเรื่อง นั่นก็คือชายที่ต้องดูมีเสน่ห์ เฉียบคม เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเก็บซ่อนความรู้สึกว่างเปล่าเอาไว้เบื้องหลังมาดที่ดู เชื่อมั่น และความพอใจที่ได้สิทธิพิเศษ

ดังนั้น นับแต่เริ่มต้น เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นโดยมี จอร์จ คลูนี่ย์ นักแสดงชายเจ้าของรางวัลออสการ์ เป็นต้นแบบ ''ถ้าคุณคิดจะสร้างหนังเกี่ยวกับชายที่หากินกับการไล่คนออกจากงาน และเขาก็อยากจะอยู่คนเดียว คนที่จะมาแสดงต้องเป็นนักแสดงชายที่มีเสน่ห์ที่สุด และคงไม่มีใครจะเหมาะกับบทนี้ไปกว่า จอร์จ คลูนี่ย์ อีกแล้ว'' ไรต์แมน อธิบาย ''บทนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ และอาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตผมเมื่อเขาอ่านบทหนัง จบ และพูดกับผมว่า เจสัน สุดยอด''

ไรต์แมน บอกว่าคลูนี่ย์ ได้นำแง่มุมที่หลากหลายมาสู่ตัว ไรอัน บิงแฮม โดยใส่ความเป็นมนุษย์ปุถุชนลงไปเพื่อทำให้ตัวละครตัวนี้ดูตลกแบบเจ็บๆ คันๆ โดยไม่กลายเป็นตัวละครตลกโปกฮาไป ''จอร์จสามารถอินไปกับฉากใดฉากหนึ่งได้ในทันที โดยมีทั้งอารมณ์เข้มข้น และอารมณ์ขัน จอร์จ กับผมมีเซนส์เรื่องมุกฮาคล้ายๆ กัน เราทั้งคู่ต่างเชื่อว่าหนังตลกควรถูกสร้างอย่างตรงไปตรงมา คุณไม่ควรพยายามทำให้มันดูตลก งานเขียนบทจำเป็นต้องตลก แต่การแสดงต้องตรงไปตรงมา''

เจสัน เบ็ทแมน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับบทเป็นพ่อที่ลังเลกับการรับอุปการะเด็กที่ยังไม่เกิด ในหนังเรื่อง Juno ได้กลับมาร่วมงานกับไรต์แมนอีกครั้งในบท เคร็ก เกรกอรี่ เจ้านายของไรอัน บิงแฮม ''เมื่อผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ ผมรู้ว่า เคร็ก เกรกอรี่ ต้องเป็นตัวละครที่น่าเล่นแน่'' เบ็ทแมน ยอมรับตามตรง ''เขาเป็นนักธุรกิจที่ใส่สายดึงกางเกง เป็นผู้ชายในแบบที่ผมเกลียดมาก บทพูดแต่ละประโยคบ่งชี้ว่าเขาเป็นใคร เขาเป็นผู้ชายประเภทที่คุณคงไม่อยากทำงานให้ เปรียบเสมือน ดาร์ธเวเดอร์ ในเวอร์ชั่นที่ไร้จิตวิญญาณมากกว่า''

จะว่าไป Up in the Air ก็เปรียบเสมือนการเดินทางที่ตัวผู้กำกับฯ ไรต์แมน ร่วมเดินทางไปกับ ไรอัน บิงแฮม โดยไรต์แมน สรุปว่า ''ผมสร้างหนังมา 3 เรื่อง และในแต่ละเรื่อง ผมเริ่มต้นด้วยคำถามที่ผมถามตัวเอง หนังเรื่องแรกคือคำถามเกี่ยวกับแนวทางการเมืองของผมเอง ส่วนหนังเรื่องที่ 2 ต้องเกี่ยวกับการเป็นพ่อ และการเติบโต หนังเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ว่าคุณจะใช้ชีวิตของคุณอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการอยู่กับคนอื่นหรืออยู่คนเดียว ไม่ว่าจะหนีหรือไม่ และเมื่อผมสร้างหนังเรื่องนี้ มันเป็นการยืนยันความคิดที่ผมรู้สึกว่าเผาไหม้อยู่ภายใน นั่นก็คือความคิดที่ว่าชีวิตที่มีเพื่อนย่อมดีกว่า ถึงแม้คุณจะเชื่อว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีใครก็ตามิ
จาก http://www.siamdara.com/Entertain.asp?eid=1412